โรคด่างขาว Vitiligo - FRIEND DOCTOR บทความสุขภาพ,การทำกายภาพ,สะเก็ดเงิน,ด่างขาว
Menu

บทความ

โรคด่างขาว  Vitiligo

Published on 5 ธันวาคม 2560

โรคด่างขาว Vitiligo

โรคด่างขาว Vitiligo

             โรคด่างขาว (Vitiligo) เกิดจากการสูญเสีย Melanocyte ที่ผิวหนัง โดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้เกิดรอยโรคเป็น Macule หรือ Patch  สีขาวที่มีผิวขอบเขตชัดเจน อาการของโรคมักปรากฏขึ้นครั้งแรกในวัยหนุ่มสาว เชื่อว่าปัจจัยทางพันธุกรรม หรือภาวะ  autoimmune disease (โรคภูมิต้านทานตนเอง) มีความเกี่ยวข้องกับพยาธิกำเนิดของโรค


ลักษณะทางคลินิก

              รอยโรคเป็น Macule หรือ Patch สีขาวเหมือนสีน้ำนม (Milky white)ขอบเขตชัดเจน มีรูปร่าง จำนวน และ ขนาดไม่แน่นอน ภายใน Macule อาจมีสีน้ำตาลหลงเหลืออยู่เป็นจุดๆ ผมและขนบริเวณรอยโรคอาจมีสีปกติ หรือสีขาวก็ได้ รอยโรคปรากฏขึ้นเองโดยไม่มีอาการ ในระยะแรกมักมีจำนวนไม่มาก และขนาดไม่ใหญ่(2 มม. จนถึง หลาย ซม.)

             โรคด่างขาวเป็นกับผิวหนังส่วนใดก็ได้ พบบ่อยที่ใบหน้า มือ เท้า และ ผิวหนังเหนือข้อ(over joint) อาจพบลักษณะที่เป็นรอบทวาร(Periorificial) หรือที่อวัยวะเพศได้ การกระจายของรอยโรคมักเป็นเท่ากัน 2 ข้าง (bilateral และ symmetrical). ส่วนชนิดที่เป็นข้างเดียวนั้นมักเป็นชนิดที่เกิดขึ้นตามแนว dermatome(Segmental vitiligo)

               ในรายที่เพิ่งเป็นมีการดำเนินโรคไม่แน่นอน ต้องติดตามดูอาการ รอยโรคมีตั้งแต่เป็นเฉพาะแห่ง(Focus area) จนเป็นมากกระจายไปทั่วตัว (Generalized form) รอยโรคเมื่อเกิดขึ้นแล้วมักจะเป็นอยู่ถาวร โอกาสที่จะมีสีผิวกลับคืนมาเองโดยไม่รักษานั้นเกิดขึ้นได้ยาก โดยทั่วไปผู้ป่วยมีสุขภาพแข็งแรง โรคตามระบบที่อาจพบร่วมกับโรคนี้ เช่น uveitis(ม่านตาอักเสบ) , autoimmune thyroid disease นั้นพบได้น้อยมาก

การวินิจฉัยโรค

                โรคด่างขาววินิจฉัยได้ไม่ยาก อาศัยลักษณะทางคลินิกที่ค่อนข้างจำเพาะต้องแยกโรคอื่นที่ทำให้เกิด macule สีขาว เช่น tinea versicolor, pityriasisalba ถ้าจำเป็นต้องยืนยันการวินิจฉัยให้ตัดชิ้นเนื้อดู จะไม่พบ Malanocyte และ Melanin pigment ที่ผิวหนังจากการย้อมพิเศษ

การรักษา

                  ในปัจจุบันยังไม่มีการักษที่ปลอดภัยและได้ผลแน่นอน และโรคด่างขาวไม่มีอันตรายต่อสุขภาพ ดังนั้น อาจไม่รักษาก็ได้ แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ต้องการรักษา เพราะรอยโรคมีผลต่อการเข้าสังคมและจิตใจมาก แพทย์ต้องอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจว่าการรักษาส่วนใหญ่มีผลข้างเคียง ใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล และได้ผลไม่แน่นอน ถ้าเป็นไปได้ควรรักษาโดย ตจแพทย์ (แพทย์ผิวหนังและความงาม)

สรุปแนวทางรักษาที่สำคัญได้แก่

            1. ป้องกันแสงแดด ทั้งโดยการหลบเลี่ยงและใช้ยาทากันแดดทาบริวณรอยโรค เพราะการถูกแดดมากจะทำให้เกิดการไหม้ที่ผิวหนังได้ง่าย และอาจทำให้รอยโรคเป็นมากขึ้น

            2. กระตุ้นให้สีผิวกลับคืน ถ้าผิวหนังบริเวณนั้นยังมี melanocyte เหลืออยู่บ้าง(ส่วนมากอยู่ที่ Hair bulb) อาจกระตุ้นให้ melanocyte เหล่านี้มาอยู่ที่ผิวหนังด้วยวิธีการของ PUVA(Psoralen+UVA) Phototherapy ซึ่งใช้เครื่องฉายแสงควบคุมความเข้มของแสงให้พอเหมาะกับการกระตุ้นผิวหนัง (ไม่เกิดการไหม้) ผู้ป่วยราวร้อยละ 50 จะมีสีผิวกลับมาได้บางส่วนหรือทั้งหมด การรักษาโดยวิธีทายา Meladinine แล้วให้ผู้ป่วยไปตากแดด ถ้าตากแดดมากเกินไปอาจทำให้ผิวหนังอักเสบไหม้ จึงไม่ค่อยนิยมใช้กัน ในศูนย์การแพทย์ขนาดใหญ่ใช้วิธีการปลูกถ่ายผิวหนัง เพื่อให้มี Melanocyte ใหม่มาทำหน้าที่แทน ซึ่งยังเป็นเทคนิคที่ยุ่งยาก

               การทายาสเตียรอยด์ ปกติไม่ค่อยได้ผลและยังอาจเกิดผลข้างเคียงได้ง่าย อาจลองใช้ได้ในรายที่เป็นไม่นานและไม่มาก โดยใช้ยาทาสเตียรอยด์ที่มีฤทธิ์อ่อนทาไม่เกิน 2 เดือน

            3.  การใช้เครื่องสำอาง เช่น covermark ทาบดบังรอยโรค อาจจะป็นทางออกที่ดีสำหรับผู้ป่วยบางรายที่ลองรักษาแล้วไม่ได้ผล

ข้อมูลจากหนังสือ โรคผิวหนังต้องรู้ สำหรับเวชปฏิบัติทั่วไป ตุลาคม 2556

โรคด่างขาว

Rate this article:
5.0
Comments (0)Number of views (670)
Print

Comments are closed.

ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

 

ข้อตกลงการใช้งานบทความ

ขอสงวนสิทธิ์ในข้อความ เนื้อหา รูปภาพ องค์ประกอบและสิ่งต่างๆที่ปรากฏใน website FriendDoctor.net ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามมิให้ทำซ้ำ คัดลอก ลอกเลียน ดัดแปลง ตีพิมพ์ เผยแพร่ส่วนหนึ่งส่วนใด หรือทั้งหมด เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของ website FriendDoctor.net ก่อน และบทความ ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ องค์ประกอบและสิ่งต่างๆที่ปรากฏใน website FriendDoctor.net เป็นเพียงความคิดเห็นของผู้เขียน ไม่สามารถนำไปเป็นหลักฐานในการฟ้องร้อง หรือใช้ทดแทนคำวินิจฉัย และ หรือ การรักษาจากแพทย์ได้