กินอยู่อย่างไรป้องกันกระดูกพรุน ตอนที่ 2 - FRIEND DOCTOR บทความสุขภาพ,การทำกายภาพ,สะเก็ดเงิน,ด่างขาว
Menu

บทความ

กินอยู่อย่างไรป้องกันกระดูกพรุน ตอนที่ 2

Published on 10 มิถุนายน 2560

กินอยู่อย่างไรป้องกันกระดูกพรุน ตอนที่ 2

กินอยู่อย่างไรป้องกันกระดูกพรุน ตอนที่ 2

กินอยู่อย่างไรป้องกันกระดูกพรุน ตอนที่ 2

พฤติกรรมที่เสี่ยงกระดูกพรุน
การหลีกเลี่ยงปัญหากระดูกพรุน ทุกคนสามารถที่จะปฏิบัติได้ทันที นั่นก็คือ การระมัดระวังพฤติกรรมต่างๆ ดังนี้
1. ระวังอาหารการกิน ต้องไม่เป็นอาหารประเภทโปรตีนหรือเนื้อสัตว์มากจนเกินไป เพราะว่าการกินโปรตีนมากเกินไป จะไปกระตุ้นให้ไตขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะมากผิดปกติ
2. ต้องระวังไม่กินอาหารที่เค็มจัดหรือมีโซเดียมมาก เนื่องจากเกลือโซเดียมที่มากจนเกิน จะทำให้การดูดซึมของแคลเซียมจากลำไส้มีอัตราที่ลดลง ร่างกายจึงไม่สามารถที่จะนำแคลเซียมมาใช้ได้ ทั้งยังทำให้มีการสูญเสียแคลเซียมทางไตมากขึ้นด้วย
3. ไม่ควรที่จะดื่มน้ำอัดลมในปริมาณที่มาก เพราะว่าในน้ำอัดลมมีส่วนผสมที่ชื่อว่า "กรดฟอสฟอริก" ที่ทำให้เกิดฟองฟู่ การดื่มน้ำอัดลมปริมาณมาก จะทำให้ความสมดุลของแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูญเสียไป ( คือ มีฟอสฟอรัสมากขึ้น) ร่างกายจึงจำเป็นจะต้องสลายแคลเซียมออกจากคลังกระดูก เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้ฟอสฟอรัสในเลือดสูงจนเกินไป อันจะส่งผลอันตรายต่อชีวิตได้
4. ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มจำพวกเหล้า เบียร์ ช็อกโกแลต ชา กาแฟ แอลกอฮอล์หรือกาเฟอีน เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้จะไปขัดขวางการดูดซึมของแคลเซียมได้ จนทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกมามากขึ้นกว่าปกติ ดังนั้นไม่ควรดื่มชา กาแฟ เกินวันละ 3 ถ้วย
5. ควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เนื่องจากแคลเซียมมีบทบาทสำคัญในการรักษาความสมดุลระหว่างค่าความเป็นกรด-เป็นด่างของเลือด การสูบบุหรี่ทำให้ร่างกายมีภาวะเป็นกรด ตัวแคลเซียมจะเข้ามามีบทบาทในการสะเทินฤทธิ์กรดจากบุหรี่ ดังนั้น บุหรี่ทุกๆ มวนที่สูบเข้าไป จึงจะเป็นตัวที่ทำให้แคลเซียมละลายจากกระดูกได้ นอกจากนี้ บุหรี่ยังไปทำให้ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในผู้หญิงต่ำกว่าปกติอีกด้วย จึงจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกพรุน
6. ควรระวังการใช้ยาบางชนิด อย่างเช่น ยากล่อมประสาท ยาที่มีสารสเตียรอยด์ ยาลดกรดที่มีอะลูมิเนียมเป็นส่วนประกอบ โดยที่ยาเหล่านี้จะเร่งการขับแคลเซียมออกจากร่างกาย ดังนั้นแล้วหากจำเป็นจะต้องกินเป็นเวลานาน ควรที่จะปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ
การกินอาหารให้ครบหมวดหมู่ และได้รับแคลเซียมในปริมาณที่เหมาะสม รวมทั้งงดเว้นปัจจัยเสี่ยงที่กล่าวไว้ข้างต้น ร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เป็นการป้องกันภาวะกระดูกพรุนที่ถูกต้องที่สุด
ทำอย่างไรไม่ให้กระดูกพรุน


การป้องกันไม่ให้มีภาวะกระดูกพรุน ทำได้โดย

1. การทำให้กระดูกหนาแน่นและแข็งแรงที่สุดก่อนอายุ 30 ปี ที่เป็นระยะที่ร่างกายมีมวลเนื้อกระดูกสูงสุด (peak bone mass) เพราะหากพ้นวัยนี้แล้วร่างกายไม่สามารถสะสมเนื้อกระดูกเพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากกระบวนการสลายตัวของกระดูกเกิดขึ้นมากกว่า การเสริมสร้างกระดูกทำได้ง่ายๆโดยการกินอาหารให้ครบหมวดหมู่ กินอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมที่มากเพียงพอ ถ้าหากเราสามารถกินอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมสูงให้เพียงพอตลอดระยะเวลาตั้งแต่เด็กจนถึงวัยหนุ่มสาว ร่างกายจะมีแคลเซียมสะสมอย่างเต็มที่ในกระดูก ช่วยยืดระยะเวลาการเป็นโรคกระดูกพรุนออกไปได้  ทั้งนี้อาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียมได้แก่ ผักสีเขียวเข้ม นมสด นมพร่องมันเนย เต้าหู้แข็ง ถั่วแดง ปลาไส้ตันแห้ง กุ้งฝอย กระดูกสัตว์ เราควรกินอาหารต่างๆ เหล่านี้ สลับกันไปมาเป็นประจำให้สม่ำเสมอเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย นอกจากแคลเซียมที่กล่าวมาแล้ว การสร้างเนื้อกระดูกยังจะต้องการสารอาหารประเภทโปรตีน ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม วิตามินดีด้วย 


2. ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้กระดูกมีความแข็งแรง และมีมวลกระดูกมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้น้ำหนักตัวเองช่วยในการออกกำลังกาย (Weight bearing) อย่างเช่น การเดิน รำมวยจีน การวิ่ง การขึ้นบันได ยกน้ำหนัก กระโดดเชือก ควรทำเป็นประจำให้ได้สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 30 นาที 
แม้ว่าแคลเซียมจะมีความสำคัญต่อการสร้างกระดูก การเติมแคลเซียมเข้าร่างกายมากๆ เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอจะป้องกันหรือรักษาการเป็นโรคกระดูกพรุนได้ ที่สำคัญเราควรพยายามหลีกเลี่ยงพฤติกรรมหรือปัจจัยอื่นที่ทำให้มีการสูญเสียแคลเซียมหรือขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก www.doctor.or.th/article/detail/1396

ข้อเข่าเสื่อม



Rate this article:
No rating
Comments (0)Number of views (1162)
Print

Comments are closed.

ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

 

ข้อตกลงการใช้งานบทความ

ขอสงวนสิทธิ์ในข้อความ เนื้อหา รูปภาพ องค์ประกอบและสิ่งต่างๆที่ปรากฏใน website FriendDoctor.net ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามมิให้ทำซ้ำ คัดลอก ลอกเลียน ดัดแปลง ตีพิมพ์ เผยแพร่ส่วนหนึ่งส่วนใด หรือทั้งหมด เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของ website FriendDoctor.net ก่อน และบทความ ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ องค์ประกอบและสิ่งต่างๆที่ปรากฏใน website FriendDoctor.net เป็นเพียงความคิดเห็นของผู้เขียน ไม่สามารถนำไปเป็นหลักฐานในการฟ้องร้อง หรือใช้ทดแทนคำวินิจฉัย และ หรือ การรักษาจากแพทย์ได้