สาเหตุการปวดหลังหลังคลอดและวิธีการรักษา - FRIEND DOCTOR บทความสุขภาพ,การทำกายภาพ,สะเก็ดเงิน,ด่างขาว
Menu

บทความ

สาเหตุการปวดหลังหลังคลอดและวิธีการรักษา

Published on 2 ธันวาคม 2559

สาเหตุการปวดหลังหลังคลอดและวิธีการรักษา

สาเหตุการปวดหลังหลังคลอดและวิธีการรักษา

สาเหตุการปวดหลังหลังคลอดและวิธีการรักษา 

ผู้หญิงหลายคนมักจะคิดว่าการปวดหลังและความเจ็บปวดทั้งหลายจากการตั้งครรภ์จะหายไปในทันทีราวกับร่ายมนตร์วิเศษภายหลังจากคลอด แต่จริง ๆ แล้วก็อาจจะยังคงมีอาการปวดหลังได้มาจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นจากการตั้งครรภ์ การคลอดและอื่น ๆ

การใช้แผ่นให้ความร้อนด้วยไฟฟ้า และยาแก้ปวด อาจจะช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้ แต่ก็เพียงชั่วคราวเท่านั้น ในไม่ช้าก็จะกลับมาปวดใหม่ คุณแม่ทั้งหลายต้องทำอะไรที่มากกว่านั้น  หากต้องการให้อาการปวดหายขาด ต่อไปนี้จะเป็นสาเหตุบางประการของอาการปวดหลังหลังคลอดและวิธีการรักษา

1.      กล้ามเนื้ออ่อนแรง

การตั้งครรภ์จะทำให้กล้ามเนื้อจำนวนมากทั้งในช่วงบริเวณท้องและหลังอ่อนแรงลง อันเนื่องมาจากการปรับท่วงท่าเพื่อที่จะแบกรับน้ำหนักลูกที่ถ่วงอยู่ด้านหน้า เมื่อมีการคลอดลูกแล้ว คุณแม่ก็ไม่ต้องแบกน้ำหนักอีกต่อไป แต่ทว่าสิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ ก็คืออาการปวดหลังเรื้อรังที่ดูเหมือนว่าจะหาสาเหตุไม่พบ ปัญหาปวดหลังนั้นไม่อาจจะแก้ไขได้ในชั่วข้ามคืน แต่หากว่าคุณออกกำลังกาย อาการปวดหลังก็จะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ ให้คุณแม่ออกกำลังโดยการฟื้นฟูและสร้างกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้องและหลัง ที่สำคัญอีกอย่างก็คือ อย่าลืมที่จะปรับท่วงท่าการยืนและเดินด้วย

2.      คุณแม่ผ่านช่วงเวลาการคลอดที่ยากลำบาก

ถ้าคุณแม่ที่ผ่านประสบการณ์การคลอดที่ยากลำบากนั้น ก็อาจจะมีปัญหาปวดหลังภายหลังการคลอดได้ แม้ว่าในช่วงที่ตั้งครรภ์จะไม่เคยมีปัญหาอาการปวดหลังเลยก็ตาม ทั้งนี้อันเนื่องมาจากท่าที่ใช้ในการคลอด ที่ความยาวนาน รวมไปถึงปัญหาในการเบ่งคลอด อาการปวดหลังที่เกิดขึ้นภายหลังจากการคลอดดังกล่าวนี้สามารถที่จะจัดการแก้ไขได้ ด้วยการปรึกษาแพทย์ไคโรแพรคติก ที่จะมุ่งเน้นการบำบัดอาการเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง ระบบประสาทรวมไปถึงกล้ามเนื้อ โดยที่คุณหมอจะใช้มือในการจัดข้อกระดูกสันหลังหรือว่ารักษากล้ามเนื้อที่อักเสบ ทั้งนี้คุณแม่สามารถเล่นโยคะเพื่อช่วยได้ เนื่องจากว่าเป็นการช่วยจัดท่วงท่าและปรับสมดุลร่างกายอีกด้วย

3.      การบล็อกหลัง

แม้ว่าบุคลากรทางการแพทย์จำนวนมากจะบอกว่าการคลอดโดย การบล็อกหลังนั้น ไม่ได้เป็นสาเหตุของปัญหาการปวดหลังภายหลังจากการคลอดก็ตาม แต่ว่าคุณแม่นับพัน ๆ คนก็ไม่เห็นด้วย คุณผู้หญิงหลายต่อหลายคนบอกว่าต้องทนทรมานกับอาการปวดหลังหลังการคลอดลูกอีกเป็นสิบ ๆ ปี ภายหลังจากที่พวกเธอถูกบล็อกหลัง ซึ่งเนื่องมาจากบุคลากรทางการแพทย์ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ จึงไม่ค่อยมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสาเหตุที่แท้จริงของการปวดหลังหลังคลอดจากสาเหตุนี้มากนัก มีหลากหลายข้อมูล หลากหลายทฤษฎี ที่บ้างก็เชื่อว่าการบล็อกหลังนั้นทำให้ปลายประสาทได้ถูกทำลาย บ้างก็กล่าวว่าการบล็อกหลังนั้นทำลายไขสันหลัง บ้างก็คิดไปว่าการปวดหลังเกิดจากปัญหาเนื้อเยื่อ เป็นต้น ทว่าเมื่อยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด จึงยากที่จะหาวิธีการรักษาที่แพทย์เห็นพ้องต้องกัน แต่ทว่าวิธีการหนึ่งที่มักจะนำมาใช้ อันเนื่องมาจากเห็นผลได้ ก็คือการนวด อีกวิธีที่น่าลอง คือการฝังเข็ม

4.      ท่วงท่า อิริยาบท

ผู้หญิงส่วนใหญมักใช้ท่าทางในการเดิน นั่ง หรือยืน ในอิริยาบถที่ไม่ถูกต้อง จนติดเป็นนิสัย แต่ทว่าส่วนน้อยแล้วที่คิดว่าอาการปวดหลังภายหลังจาการคลอดบุตรเกิดขึ้น มาจากการที่ไม่มีน้ำหนักถ่วง คุณผู้หญิงหลายคนติดท่าอุ้มท้องแบบนั้น ทั้งๆที่ทราบว่าเป็นท่วงท่าที่ไม่ดี ไม่เหมาะเอาเสียเลย แถมยังทำให้ตนเองนั้นต้องปวดหลังอีกด้วย อย่างเช่น

-          ขณะเวลาที่คุณแม่จะให้ลูกดูดนม คุณเลือกจะยกลูกขึ้นหาเต้านมหรือว่าจะก้มตัวเพื่อให้เต้านมลงมาหาลูกคะ ถ้าหากว่าคุณแม่เลือกจะก้มตัวไปหาลูก คุณแม่กำลังทำให้ตัวเองนั้น เจ็บหลังโดยไม่ได้เจตนาด้วยกับการใช้ท่าที่ให้นมลูกที่ผิดอยู่นะคะ

-          ถ้าคุณแม่คนใดจะนั่งหลังโกง ในขณะให้ลูกนั่งเก้าอี้โยกแล้วคุณแม่ก็โยกเก้าอี้ให้ลูกตามไปด้วย คุณก็กำลังใช้ท่วงท่า อิริยาบทที่ไม่เหมาะสมเช่นกันค่ะ

สิ่งที่คุณแม่ทั้งหลายต้องทำเพื่อที่จะบรรเทาอาการปวดหลังก็คือ การฝึกนิสัยการใช้ท่วงท่าต่าง ๆ อิริยาบถต่างๆ เสียใหม่ นั่งให้หลังตรงตลอดเวลา อย่าได้นั่งหลังงอเวลาที่อุ้มลูกโยกไปมาหรือว่าตอนให้นม แค่เพียงภายในระยะเวลาสั้น ๆ คุณก็จะรู้สึกได้กับความเปลี่ยนแปลงและจะมีอาการปวดหลังน้อยลงไปเรื่อย ๆ ค่ะ

5.      การขาดสารอาหาร

ในบางคนอาจจะไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ แต่ทว่าอาการปวดหลังของคุณอาจมาจากการขาดสารอาหารก็ได้ เพราะว่าการที่แม่ให้นมลูกนั้น จะต้องมีการดึงสารอาหารต่าง ๆ มากมายจากร่างกายของคุณซึ่งอาจจะทำให้คุณได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ คุณควรที่จะรับประทานวิตามินรวมและอาหารที่หลากหลายที่มีประโยชน์และสมดุลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ให้ยึดหลักการกินอาหารที่เหมือนกับผู้ที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพ ดังนี้เช่น

- กินผัก ผลไม้สดให้มีความหลากหลาย  วันละ 5 ถ้วย หากไม่มีแบบสดก็อาจเป็นแบบแช่แข็งหรือผลไม้ตากหรือว่าอบแห้งแบบที่ไม่เติมเกลือ น้ำตาล เพื่อได้รับวิตามิน เกลือแร่ เส้นใยอาหารได้อย่างเพียงพอ

- รับประทานข้าวไม่ขัดขาว ถั่วเมล็ดแห้ง ธัญพืช เมล็ดพืช เช่น เมล็ดฟักทอง เมล็ดงาดำ เมล็ดดอกทานตะวัน เมล็ดแฟล็กซ์ ก็จะช่วยให้เส้นใยอาหาร วิตามิน เกลือแร่ และสารต้านอนุมูลอิสระ

- รับประทานโปรตีนจากสัตว์ เช่น เนื้อ ไก่ วัว ไข่ ถั่วเมล็ดแห้ง อาหารทะเล ปลา ควรที่จะกินให้หลากหลาย อย่ากินซ้ำเพียงอย่างเดียว เพื่อที่จะลดความเสี่ยงเรื่องแพ้อาหาร หรือการได้รับสารพิษตกค้าง อย่างเช่น สารปรอทในอาหารทะเล ฮอร์โมนที่ฉีดเร่งโตในสัตว์ สารดีดีทีหรือว่าสารปิโตรเคมีที่ตกค้างในไขมันสัตว์ อันเนื่องมาจากสัตว์กินอาหารและน้ำที่มีสารปนเปื้อน

- ดื่มน้ำสะอาดวันละ 2 ถึง 3 ลิตร กินอาหารที่มีแคลเซียมสูงช่วยให้กระดูกแข็งแรง กินอาหารที่มีดีเอชเอสูงช่วยบำรุงสมอง ไอโอดีนที่ช่วยเพิ่มระดับสติปัญญา รวมทั้งธาตุเหล็กที่ช่วยให้ไม่ซีดและป้องกันสมองเสื่อม ควรเลือกกินจากธรรมชาติดีกว่าการกินจากอาหารเสริม

แต่ถ้าหากยังไม่ดีขึ้น ควรลองพิจารณาสาเหตุและวิธีการรักษาข้างต้นที่กล่าวมาด้วยนะคะ

ยาแก้ปวดและการอาบน้ำอุ่นนั้นจะช่วยบรรเทาอาการปวดหลังลงได้ชั่วคราว นั่นหมายความว่า ภายในอีกไม่กี่ชั่วโมงคุณก็จะปวดอีก สิ่งสำคัญอย่างแรกในการรักษาอาการปวดให้หายขาดเลยคือการหาต้นตอของการปวดนั้น แล้วจึงรักษาให้ตรงกับสาเหตุที่พบ ต้องรักษาที่ตัวโรค ไม่ใช่การรักษาตามอาการ

ขอบคุณข้อมูลจาก th.theasianparent.com/วิธีรักษาอาการปวดหลังที่เกิดขึ้นหลังคลอด/2/

breastfeedingthai.com/dr-sutheera/คุณแม่ให้นมลูก-ระวังขาดสารอาหาร.html

ปวดหลัง


Rate this article:
3.4
Comments (0)Number of views (12011)
Print

Comments are closed.

ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

 

ข้อตกลงการใช้งานบทความ

ขอสงวนสิทธิ์ในข้อความ เนื้อหา รูปภาพ องค์ประกอบและสิ่งต่างๆที่ปรากฏใน website FriendDoctor.net ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามมิให้ทำซ้ำ คัดลอก ลอกเลียน ดัดแปลง ตีพิมพ์ เผยแพร่ส่วนหนึ่งส่วนใด หรือทั้งหมด เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของ website FriendDoctor.net ก่อน และบทความ ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ องค์ประกอบและสิ่งต่างๆที่ปรากฏใน website FriendDoctor.net เป็นเพียงความคิดเห็นของผู้เขียน ไม่สามารถนำไปเป็นหลักฐานในการฟ้องร้อง หรือใช้ทดแทนคำวินิจฉัย และ หรือ การรักษาจากแพทย์ได้