ท่านอนมีความสำคัญอย่างไร - FRIEND DOCTOR บทความสุขภาพ,การทำกายภาพ,สะเก็ดเงิน,ด่างขาว
Menu

บทความ

ท่านอนมีความสำคัญอย่างไร

Published on 21 พฤศจิกายน 2559

ท่านอนมีความสำคัญอย่างไร

ท่านอนมีความสำคัญอย่างไร

         การนอนเป็นท่าที่กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย และเป็นช่วงเวลาที่อวัยวะต่าง ๆ ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สร้างสารต่าง ๆ ที่ใช้หมดไปกลับคืนมา เตรียมที่จะทำงานใหม่ เมื่อยามตื่นนอน เมื่อนอนหลับ สมองจะสร้างสารสื่อและช่วยความจำ ระบบภูมิคุ้มกันสร้างสารภูมิคุ้มกัน ระบบต่อมไร้ท่อสร้างฮอร์โมน การนอนจึงมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตทั้งร่างกายและจิตใจเพื่อให้มีสุขภาพดี   
         กรณีที่นอนไม่หลับตลอดคืน หรือตื่นตลอดเวลาเนื่องจากถูกปลุก บุคคลนั้นจะมีสภาพจิตไม่ปกติ กล้ามเนื้อปวดเมื่อย เกร็งแข็ง รวมทั้งกินอาหารไม่ได้

         การนอนเป็นท่าที่ทำให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย และเป็นช่วงเวลาที่อวัยวะต่าง ๆ ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สร้างสารต่าง ๆ ที่ใช้หมดไปกลับคืนมา เตรียมที่จะทำงานใหม่ เมื่อยามตื่นนอน เมื่อนอนหลับ สมองจะสร้างสารสื่อและช่วยความจำ ระบบภูมิคุ้มกันสร้างสารภูมิคุ้มกัน ระบบต่อมไร้ท่อสร้างฮอร์โมน การนอนจึงมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตทั้งร่างกายและจิตใจเพื่อให้มีสุขภาพดี
              
กรณีที่นอนไม่หลับตลอดคืน หรือตื่นตลอดเวลาเนื่องจากถูกปลุก บุคคลนั้นจะมีสภาพจิตไม่ปกติ กล้ามเนื้อปวดเมื่อย เกร็งแข็ง รวมทั้งกินอาหารไม่ได้

        การนอนจะมีความสำคัญมาก หากนอนในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี นอนในสถานการณ์ที่ไม่ควรจะนอน หรือท่านอนไม่เหมาะสม อาจทำให้เป็นโรคหรือผู้ที่เป็นโรคอาจทำให้เสียชีวิตจากท่านอนที่ผิดได้ มาดูกันว่าท่านอนใดที่มีอันตรายกันบ้าง
 
1. การนอนในท่านั่ง
         อุบัติเหตุทางรถยนต์หลายรายเกิดจากการหลับในระหว่างที่นั่งขับรถอยู่ นอกจากนี้ผู้ขับสามารถนั่งหลับในบนรถเมล์จากจราจรที่ติดขัด หรือว่านั่งรถในเวลากลางคืน ซึ่งมักจะทำให้เกิดอาการปวดร้าวไปทั่วร่างกาย เนื่องจากว่าร่างกายยังอยู่ในสภาพที่ต่อต้านแรงโน้มถ่วงของโลก อาการที่พบได้บ่อย ก็คือ อาการปวดคอ กระดูกคอเคลื่อนเมื่อรถมีการหยุดกะทันหัน ปวดหลัง มือชา ขาชา ขาบวม มือบวม ปวดข้อเข่า มึนศีรษะ ปวดหัว เมารถ และบางรายหน้ามืด หรือเป็นลมได้  เนื่องจากเลือดจะสูบฉีดขึ้นสมองไม่พอ 
          หากจำเป็นต้องเดินทางไกลควรที่จะมีปลอกคอค้ำคอไว้ หรือใช้ผ้าพันคอที่หนา อย่าง ผ้าขนหนูพันรอบคอเอาไว้ จะช่วยไม่ให้คอตก และถูกกระชากเมื่อเวลานอนหลับ รวมทั้งรักษาความอบอุ่นของร่างกายได้
          ควรที่จะใส่ถุงน่องรัดขาเอาไว้เพื่อให้เลือดคั่งที่ขาน้อยลง กรณีที่ปรับที่นั่งให้เอนลงได้ ควรจะยกขาขึ้นไม่ให้ห้อยลงตลอดเวลา
          ปัจจุบันเรามักดูโทรทัศน์จนหลับไปทั้ง ๆ ที่ยังอยู่ในท่านั่ง ก็ทำให้ปวดต้นคอ ปวดหลัง และเจ็บก้นกบได้เช่นกัน  กรณีที่พบบ่อย นั่นคือ คนเมาเหล้าที่มักจะนอนหลับไปขณะนั่งอยู่ และแขนห้อยลงจากพนักพิงของเก้าอี้ รักแร้วางทับอยู่กับสันของพนักเก้าอี้นั้น เมื่อตื่นนอนขึ้นมาพบว่าแขนข้างนั้นชาไม่มีความรู้สึก และยกแขนไม่ขึ้นเป็นเวลานานหลายวัน เนื่องจากว่าหลอดเลือดและเส้นประสาทใต้รักแร้ถูกกดเอาไว้ จนแขนขางนั้นอ่อนแรงลง และสูญเสียความรู้สึกไป ส่วนในรายที่รุนแรงมากแขนข้างนั้นอาจเป็นอัมพาตได้
การนอนหลับในท่านั่ง จึงเป็นท่าที่อันตรายอย่างยิ่ง ควรหลีกเลี่ยง


2.นอนหงาย
นอนหงายปกติเป็นท่านอนที่คนส่วนมากนิยมนอน ข้อดี ก็คือ ต้นคออยู่ในแนวเดียวกับร่างกาย ถ้าหากไม่หนุนหมอน หรือใช้หมอนต่ำเกินไป แต่ถ้าหากใช้หมอนสูง 2-3 ใบ หรือหมอนที่ไม่เหมาะสม ก็จะทำให้คอก้มมาข้างหน้าจนทำให้ปวดคอได้
         การนอนในท่านอนหงาย กะบังลมซึ่งคั่นระหว่างช่องอกและช่องท้องจะทับอยู่บริเวณบนปอด จนทำให้การหายใจค่อนข้างลำบากกว่าเมื่อเทียบกับท่านั่ง การนอนที่การหายใจลำบากจึงไม่เหมาะสมกับผู้ที่มีโรคปอด โรคหัวใจ รวมทั้งผู้ที่มีอาการปวดหลังจึงควรที่จะหลีกเลี่ยงการนอนในท่านี้ โดยสามารถที่จะแก้ไขตามคำแนะนำดังต่อไปนี้  ดังนี้

2.1 ผู้ป่วยที่เป็นโรคปอด ไม่เหมาะนอนท่านอนหงาย เพราะกล้ามเนื้อกระบังลมที่คั่นอยู่ระหว่างช่องอก และช่องท้องไปกดทับเนื้อปอดเป็นเหตุให้หายใจลำบากมากขึ้น แต่สามารถที่จะแก้ไขได้ ด้วยการยกส่วนบนของร่างกายให้สูงขึ้น อยู่ในลักษณะครึ่งนอนครึ่งนั่ง อาจจะต้องใช้หมอน 2 - 3 ใบวางหนุนรองส่วนหลังไว้ หรือยกพื้นเตียงส่วนบนให้สูงขึ้นในระดับพอประมาณ

2.2 ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในภาวะหัวใจล้มเหลวหรือหัวใจวาย จะมีนอนราบไม่ได้ ทั้งนี้เพราะว่าไม่สามารถสูบฉีดโลหิตออกจากห้องหัวใจได้ ทำให้มีอาการหอบ และหายใจติดขัด ซึ่งผู้ป่วยโรคหัวใจจึงต้องลุกขึ้นนั่ง หรือยืนในเวลากลางคืนเพื่อหายใจได้สะดวกมากยิ่งขึ้น
2.3  ผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลัง การนอนหงายในท่านี้จะทำให้ปวดหลังรุนแรงขึ้น ซึ่งเมื่อเวลานอนควรใช้หมอนหนุนรองที่ใต้โคนขา หรือวางพาดขาทั้งสองไว้บนเตียง ควรออกกำลังกายเป็นประจำวันละ 10 - 15 นาที เพื่อบริหารกล้ามเนื้อหลัง เพื่อลดการเกร็งตัว และบรรเทาอาการปวดหลังได้ดี
 
3.ท่านอนตะแคงซ้าย
เป็นท่านอนที่ลดอาการปวดหลังได้ แต่ควรที่จะมีหมอนข้างให้กอดและพาดขาได้ ข้อเสียของการนอนตะแคงซ้าย ก็คือ หัวใจซึ่งอยู่ข้างซ้ายเต้นลำบาก ในผู้ป่วยรายที่มีโรคปอดข้างขวา จะหายใจไม่สะดวก เพราะปอดข้างซ้ายที่ปกติจะขยายตัวไม่เต็มที่ รวมทั้งอาหารในกระเพาะถ้าหากยังย่อยไม่หมดก่อนที่จะเข้านอน จะคั่งอยู่ในกระเพาะ จนทำให้เกิดลมจุกเสียดที่กระดูกลิ้นปี่ได้ ถ้าหากหนุนหมอนต่ำเกินไป การนอนในท่านี้จะทำให้ปวดต้นคอได้ เพราะว่าคอตกมาทางซ้าย แก้ไขได้โดยใช้หมอนสี่เหลี่ยมที่มีความสูงเท่ากับความกว้างของบ่าซ้าย บางครั้งขาข้างซ้ายอาจรู้สึกชา ถ้าถูกทับเป็นเวลานานเกินไป


4.ท่านอนตะแคงขวา
ถือเป็นท่าที่ดีที่สุด หากเทียบกับการนอนหลับในท่าอื่น ๆ เนื่องจากว่าหัวใจเต้นสะดวก รวมทั้งอาหารจากกระเพาะ ได้ถูกบีบลงลำไส้เล็กได้เป็นอย่างดี ทำให้อาหารไม่คั่งค้างในกระเพาะอาหารนานเกินไป ทั้งยังเป็นท่านอนที่ช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้อีกด้วย แต่ก็มีข้อเสียคือ อาจทำให้เจ็บ หรือปวดตรงหัวไหล่ขวา และปวดคอได้ถ้าหากใช้หมอนต่ำเกินไป จะมีอาการผิดปกติได้ถ้าหากปอดข้างซ้ายมีปัญหา และขาข้างขวาอาจถูกทับจนชาได้

5.ท่านอนคว่ำ
           ปัจจุบันพบว่าในประเทศแถบยุโรป หรืออินเดีย ทารกมีโอกาสเสียชีวิตได้สูง เนื่องจากหายใจไม่ออกเพราะจมูกหรือปากถูกทับไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้านอนคว่ำและดูดนมอยู่บนอกของมารดา หรือพื้นเตียงอ่อนนิ่มมากเกินไป นอกจากนั้นยังพบว่าน้ำนมอาจมีการขย้อนออกมาในท่านี้ เนื่องจากว่านอนทับถูกส่วนกระเพาะอาหาร และถูกดูดเข้าไปในปอดได้
            สำหรับผู้ใหญ่ นอนในท่าคว่ำทำให้หายใจไม่สะดวก โดยเฉพาะในสตรีที่มีเต้านมที่ใหญ่ สำหรับชายการนอนคว่ำทำให้อวัยวะเพศถูกทับอยู่ตลอดเวลา อาจกระตุ้นการเกิดฝันเปียก หรือชาบริเวณอวัยวะเพศได้
การนอนคว่ำยังสามารถทำให้ต้นคอปวดได้ เพราะว่าต้องเงยมาข้างหลัง หรือบิดหมุนไปข้างด้านซ้าย หรือข้างขวานานเกินไป ถ้าหากจำเป็นต้องนอนคว่ำ ควรที่จะหาหมอนรองใต้ท้องหรือใต้ทรวงอก ถ้าหากต้องการอ่านหนังสือในท่านอนคว่ำเพื่อไม่ให้เมื่อยคอได้
 
6.นอนดิ้น
ที่จริงแล้วไม่ใช่ท่านอนใดท่านอนหนึ่ง แต่เป็นการนอนหงาย นอนตะแคงขวา ตะแคงซ้าย นอนคว่ำ สลับกันไป อย่างเด็ก ที่ชอบนอนกลิ้งตัว ตั้งแต่หัวเตียงไปจนถึงปลายเตียง จนอาจตกเตียงไปเลยก็ได้ แต่ทว่าท่านอนดิ้นน่าจะเป็นท่านอนที่ดีสำหรับผู้ใหญ่ เนื่องจากเป็นการปรับท่านอนไปเรื่อย ๆ ตลอดเวลา ของการนอนหลับอยู่ เมื่อมีอายุสูงขึ้นการนอนดิ้นก็มักจะน้อยลง นอนหลับอยู่ในท่าไหนมักจะตื่นขึ้นมาจากท่านั้นจึงสามารถทำให้เกิดอาการแขนขาชาได้ หรือมีอาการหายใจไม่สะดวก

การที่นอนเปลี่ยนท่าบ่อย ๆ จึงเป็นวิธีนอนหลับที่ดีท่าหนึ่ง โดยปกติทั่วไปคนเราจะนอนหลับคืนละ 3-4 รอบ ๆ ละ 2 ชั่วโมง คือนอนหลับไม่ฝันและมีการฝันสลับกันไป ขณะที่เราฝันกล้ามเนื้อนั้นจะอ่อนปวกเปียก ทำให้เกิดการหายใจลำบาก หรือที่โบราณเรียกว่า เกิดภาวะผีอำ กล่าวคือ วางแขนกดทับอยู่บนทรวงอกจนหายใจติดขัด แต่ไม่สามารถยกแขนออกได้
ดังนั้นถ้าหากทุกครั้งที่เรารู้สึกตัว เมื่อผ่านภาวะฝันในแต่ละรอบไปแล้ว เราควรจะเปลี่ยนท่านอนจากท่าเดิมเป็นอีกท่าหนึ่งที่รู้สึกสบายขึ้น ไม่ควรที่จะปล่อยให้แขนขาชาเนื่องจากถูกทับจนขาดเลือด หรือร่างกายไม่ได้ขยับตลอดคืน


ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.doctor.or.th/article/detail/4028

ปวดหลัง

Rate this article:
2.9
Comments (0)Number of views (2133)
Print

Comments are closed.

ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

 

ข้อตกลงการใช้งานบทความ

ขอสงวนสิทธิ์ในข้อความ เนื้อหา รูปภาพ องค์ประกอบและสิ่งต่างๆที่ปรากฏใน website FriendDoctor.net ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามมิให้ทำซ้ำ คัดลอก ลอกเลียน ดัดแปลง ตีพิมพ์ เผยแพร่ส่วนหนึ่งส่วนใด หรือทั้งหมด เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของ website FriendDoctor.net ก่อน และบทความ ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ องค์ประกอบและสิ่งต่างๆที่ปรากฏใน website FriendDoctor.net เป็นเพียงความคิดเห็นของผู้เขียน ไม่สามารถนำไปเป็นหลักฐานในการฟ้องร้อง หรือใช้ทดแทนคำวินิจฉัย และ หรือ การรักษาจากแพทย์ได้