ความจริงเกี่ยวกับโรคกระดูกเสื่อม กระดูกพรุน กระดูกอ่อน - FRIEND DOCTOR บทความสุขภาพ,การทำกายภาพ,สะเก็ดเงิน,ด่างขาว
Menu

บทความ

ความจริงเกี่ยวกับโรคกระดูกเสื่อม กระดูกพรุน กระดูกอ่อน

Published on 15 กรกฎาคม 2559

ความจริงเกี่ยวกับโรคกระดูกเสื่อม กระดูกพรุน กระดูกอ่อน

ความจริงเกี่ยวกับโรคกระดูกเสื่อม กระดูกพรุน กระดูกอ่อน

ความจริงเกี่ยวกับโรคกระดูกเสื่อม กระดูกพรุน กระดูกอ่อน

           โรคที่เกี่ยวกับกระดูกแล้ว ที่พูดถึงกันมากคือ โรคกระดูกเสื่อม กระดูกพรุน และกระดูกอ่อน ซึ่งทั้ง 3 โรคมิใช่โรคเดียวกันหรือว่ามีการรักษาแบบเดียวกัน แต่ละโรคมีลักษณะและการรักษาที่แตกต่างกันออกไป แต่พบว่ากลับถูกนำมาใช้เพื่อส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ประเภทเสริมกระดูกอย่างแพร่หลาย จนทำให้เกิดการเข้าใจผิดอย่างกว้างขวาง
         ดังนั้น จึงจะขออธิบายลักษณะของโรคกระดูกทั้ง 3 แบบ คือ เพื่อให้เห็นและทราบถึงความแตกต่างกัน ดังนี้
       1. กระดูกเสื่อม       โรคกระดูกเสื่อม เป็นโรคที่มีการเสื่อมของกระดูกอ่อนบริเวณข้อที่มีการเคลื่อนไหวมาก อย่างเช่น ข้อเท้า ข้อศอก ข้อไหล่ ข้อเข่า ข้อสะโพก ข้อมือ และข้อนิ้วมือนิ้วเท้า โดยส่วนประกอบหลักของกระดูกอ่อนคือน้ำและโปรตีน ซึ่งทำให้กระดูกอ่อนมีความยืดหยุ่น ทนต่อแรงกระแทกและแรงเสียดสี แต่หากเมื่อใช้ไปนานๆ ก็จะเกิดการเสื่อมและสึกหรอได้ 
             เมื่อกระดูกอ่อนเสื่อมแล้ว ผู้ป่วยก็จะเกิดอาการปวดขัดตามข้อ มีข้อโปนและผิดรูป ซึ่งมักพบในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ต้องทำงานหนัก อย่างชาวไร่ชาวนา ชาวสวน พ่อค้า แม่ค้า และกรรมกร ซึ่งเมื่อไปโรงพยาบาล ก็จะได้ยาแก้อักเสบ บรรเทาปวด ยาลดกรด ยาเคลือบกระเพาะ แคลเซียม รวมทั้งกลูโคซามีน เป็นหลัก 
              ซึ่งมีประเด็นหนึ่งที่ใครหลายคนอาจไม่ทราบคือ ห้ามกินยาลดกรดกับแคลเซียม เหตุผลเพราะจะทำให้แคลเซียมไม่ถูกดูดซึม ทำให้ท้องผูกได้ รวมทั้งกระดูกอ่อนเสื่อมนั้นก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับแคลเซียมอีกด้วย
               แนวทางการรักษาคือ ถ้าหากปวดมากก็ใช้ยาบรรเทาปวดหรือลดการอักเสบได้เป็นครั้งคราว และลดการใช้งานของข้อที่ปวดนั้นๆ ฝึกบริหารข้อเพื่อสร้างความแข็งแรง รวมถึงอาจใช้ยาเสริมกระดูกพวกกลูโคซามีนที่จะช่วยได้บ้าง

              2.โรคกระดูกพรุน      โรคกระดูกพรุน หรือเรียกว่า กระดูกโปร่งบาง บางครั้งเรียกว่ากระดูกผุ  คือ กระดูกแข็งที่เป็นโครงสร้างร่างกายเสื่อม โดยที่มีเนื้อเยื่อกระดูกและแคลเซียมลดลง จึงทำให้กระดูกทรุดลงและแตกหักได้ง่าย มักจะพบในผู้สูงอายุและในสตรีหลังหมดประจำเดือน 
             โรคนี้ที่เป็นจุดขายของแคลเซียมและอาหารเสริมต่างๆ โดยการวัดความหนาแน่นของมวลกระดูก ซึ่งโดยทั่วไปแล้วผู้สูงอายุและสตรีสูงอายุเกือบทุกราย ถ้าหากได้ตรวจก็จะพบว่ากระดูกบางกว่าปกติ แล้วก็จะได้แคลเซียมมารับประทาน ซึ่งมักกำหนดให้กินในขนาดที่สูง คือ ไม่ต่ำกว่า 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน โดยลืมพิจารณาผู้ป่วยว่าได้แคลเซียมจากอาหารการกินมากน้อยเพียงใด รวมทั้งแคลเซียมที่เป็นอาหารเสริมที่ให้มานั้นเป็นเกลือแคลเซียมชนิดใด แล้วเวลาแตกตัวแล้วจะให้แคลเซียมอิสระในปริมาณเท่าใด และที่สำคัญก็คือถ้าหากได้มากเกินไปจะเกิดผลเสียอย่างไรบ้าง
            แคลเซียมพบมีในอาหารหลายประเภท เช่น นม ปลาเล็กปลาน้อย กุ้งแห้ง ผักใบเขียว ถ้าหากเทียบตามน้ำหนักพบว่า นมวัวมีแคลเซียมน้อยกว่ากุ้งแห้งอยู่เกือบ 20 เท่า และน้อยกว่าผักคะน้า 2 เท่าเลยทีเดียวดังนั้น ถ้าหากกินอาหารได้ตามปกติครบ 5 หมู่ในปริมาณที่เพียงพอก็จะไม่ขาดสารอาหาร รวมทั้งแคลเซียมด้วย

             3. โรคกระดูกอ่อน โรคกระดูกอ่อน เป็นลักษณะโรคที่กระดูกขาดแคลเซียม ซึ่งทำให้เนื้อเยื่อกระดูกปกติ จากที่มีความแข็งแรงก็จะลดลงแต่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยมักพบในคนที่ขาดวิตามินดี  เด็กช่วงอายุ 6 เดือนถึง 3 ขวบ  ผู้ที่ขาดสารอาหารรุนแรง ผู้สูงอายุที่ไม่ได้เคลื่อนไหวและไม่ได้สัมผัสกับแสงแดด ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตพิการ หรือผู้ที่มีต่อมพาราไทรอยด์ทำงานผิดปกติ โรคกระดูกอ่อนนี้ที่ถือว่าร่างกายขาดแคลเซียมอย่างแท้จริง และจำเป็นจะต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและเหมาะสม โดยให้ทั้งแคลเซียมและวิตามินดี ร่วมกับการแก้ไขที่ต้นเหตุ

               เรื่องโรคกระดูกประเภทต่างๆ ที่กล่าวมา หวังว่าผู้อ่านคงแยกแยะได้บ้าง ซึ่ง การใช้แคลเซียมหรือผลิตภัณฑ์เสริมกระดูก นั้นจำเป็นมากน้อยแค่ไหนที่จะใช้  และจะใช้อย่างไรเกิดประโยชน์อย่างแท้จริงที่สุด


ชอบคุณข้อมูลจาก www.doctor.or.th/article/detail/11204

ปวดหลัง

Rate this article:
3.3
Comments (0)Number of views (1987)
Print

Comments are closed.

ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

 

ข้อตกลงการใช้งานบทความ

ขอสงวนสิทธิ์ในข้อความ เนื้อหา รูปภาพ องค์ประกอบและสิ่งต่างๆที่ปรากฏใน website FriendDoctor.net ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามมิให้ทำซ้ำ คัดลอก ลอกเลียน ดัดแปลง ตีพิมพ์ เผยแพร่ส่วนหนึ่งส่วนใด หรือทั้งหมด เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของ website FriendDoctor.net ก่อน และบทความ ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ องค์ประกอบและสิ่งต่างๆที่ปรากฏใน website FriendDoctor.net เป็นเพียงความคิดเห็นของผู้เขียน ไม่สามารถนำไปเป็นหลักฐานในการฟ้องร้อง หรือใช้ทดแทนคำวินิจฉัย และ หรือ การรักษาจากแพทย์ได้