โรคเท้าแบน ตอนที่ 2 - FRIEND DOCTOR บทความสุขภาพ,การทำกายภาพ,สะเก็ดเงิน,ด่างขาว
Menu

บทความ

โรคเท้าแบน ตอนที่ 2

Published on 22 เมษายน 2559

โรคเท้าแบน ตอนที่ 2

ปัญหาของโรคเท้าแบนและการรักษา

ปัญหาของโรคเท้าแบนและการรักษา

              เท้าแบน เป็นปัญหาพบบ่อยปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นกับเท้าอาจเป็นภาวะซึ่งปกติหรือผิดปกติก็ได้ และอาจจะแสดงหรือไม่แสดงอาการก็ได้ ดังนั้นจะมีวิธีแยกแยะและสังเกตอย่างไรว่า เท้าแบนแบบไหนที่ผิดปกติ

               การเจริญเติบโตของโครงสร้างเท้าส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วงอายุ  7-10 ปีแรก เมื่อเด็กเริ่มตั้งไข่และเดิน เท้าของเด็กจะมีลักษณะที่เรียกสั้นๆ ได้ว่า 3F นั่นคือ fat - flat - floppy การเดินวัยนี้จะไม่มีการถ่ายน้ำหนักจากส้นเท้าไปสู่ปลายเท้าเหมือนกับในผู้ใหญ่ ที่เป็นกลไกตามธรรมชาติที่จะช่วยเพิ่มความมั่นคงในการยืนและการเดิน โครงสร้างเท้าและอุ้งเท้าจะเหมือนผู้ใหญ่เมื่ออายุประมาณ 7-10 ปี ในส่วนของการเดินลักษณะถ่ายน้ำหนักจากส้นเท้าไปสู่ปลายเท้าจะเริ่มเมื่อมีอายุ  3-4 ปี

ปัญหาเท้าแบนที่พบในเด็ก

ส่วนใหญ่เด็กจะเป็นภาวะเท้าแบนชนิดไม่ติดแข็งที่ยังมีอยู่ต่อเนื่องมาจากวัยเด็กเล็ก คือ อุ้งเท้าไม่สูงขึ้นแม้ว่ากระดูกจะเจริญเติบโตเต็มที่แล้วก็ตาม มักพบทั้งสองข้าง สาเหตุเกิดจากพันธุกรรม ผู้ป่วยรู้สึกว่าเท้าหรือขาอ่อนล้าง่าย พร้อมกับปวดอุ้งเท้า ส้นเท้าและเท้าด้านนอก อาการจะเป็นมากขึ้นเมื่อมีการลงน้ำหนัก ขณะที่ยืนลงน้ำหนักจะพบว่าส้นเท้าบิดออกมากกว่าคนปกติ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักมีกล้ามเนื้อน่องและเอ็นร้อยหวายตึงร่วมด้วย หากส้นเท้าบิดมากเป็นเวลานาน อาจจะทำให้ข้อเสื่อม และมีการเคลื่อนไหวได้น้อยลง เท้าแบนแบบนี้ไม่ถือว่าเป็นโรค ดังนั้นถ้าหากไม่มีอาการ ก็ไม่จำเป็นต้องรักษาใดๆ เพียงแต่ต้องติดตามความเปลี่ยนแปลงเป็นระยะๆ ถ้าหากมีอาการหรือยังมีภาวะเท้าแบนหลังวัยเด็กอายุ 7-10 ปี ผู้ป่วยจำเป็นที่จะต้องเข้ารับการรักษา

ปัญหาเท้าแบนที่พบบ่อยในผู้ใหญ่

ส่วนใหญ่มักเกิดจากภาวะเอ็นพยุงอุ้งเท้าไม่สามารถทำงานได้ หรือมีข้อเสื่อมบริเวณกลางเท้า สาเหตุมาจากความเสื่อมของการใช้งานมากเกินไป อ้วนหรือมีน้ำหนักมากเกินไป ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการจากการอักเสบ ปวด แดง บวม ร้อนบริเวณใต้ตาตุ่มใน และเท้าแบนเป็นมากขึ้น ถ้าหากเป็นนานอาจเกิดภาวะข้อติด และข้อเสื่อมตามมาได้

เมื่อไรจะมาพบแพทย์เฉพาะทาง

หากผู้ป่วยเริ่มมีอาการปวด บวม แดง และร้อนตามแนวของเอ็นพยุงอุ้งเท้า โดยที่อาจจะมีภาวะเท้าแบนหรือไม่ก็ได้ ควรปรึกษาแพทย์ทันที

แนวทางการรักษา

ในทางการแพทย์แบ่งออกได้เป็น  4 ระยะ ขึ้นอยู่กับระยะของโรค คือ

ระยะที่ 1 
ผู้ป่วยมีอาการปวด บวม แดง ร้อน ตามแนวของเอ็นพยุงอุ้งเท้าแต่ไม่พบเท้าแบน แนะนำให้พักการใช้งาน เท้าร่วมกับประคบเย็น ยกเท้าสูง ทานยาแก้ปวด ถ้าหากไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์เฉพาะทาง

ระยะที่ 2 
ผู้ป่วยมีอาการปวด และเป็นเท้าแบนแบบนิ่ม การรักษาในระยะแรกจะคล้ายกับระยะที่ 1 แต่ควรพบแพทย์ เพื่อทำการรักษา ทางกายภาพบำบัด พร้อมทั้งเสริมแผ่นรองเท้าเพื่อแก้ภาวะเท้าแบนผิดรูป หากไม่ดีขึ้นอาจจำเป็นต้องผ่าตัดแก้ไขต่อไป

ระยะที่ 3 
ผู้ป่วยมีอาการปวด และเป็นเท้าแบนแบบแข็ง การรักษาระยะแรกคล้ายระยะที่ 1 เช่นเดียวกัน แต่ควรพบแพทย์เพื่อทำการรักษา ทางกายภาพบำบัด มีการเสริมแผ่นรองเท้า หรือตัดรองเท้าเพื่อที่จะลดแรงกดจากภาวะเท้าแบนผิดรูป ถ้าหากอาการไม่ดีขึ้นอาจจะต้องผ่าตัดแก้ไข

ระยะที่ 4 
ผู้ป่วยมีอาการปวด เท้าแบน และข้อเท้ายังผิดรูปอีกด้วย การรักษาระยะแรกคล้ายระยะที่ 1 เหมือนระยะ 2,  3 แต่ก็ควรพบแพทย์ เพื่อรักษาทั้งทางกายภาพบำบัด การเสริมแผ่นรองเท้าและตัดรองเท้าแก้ไขภาวะผิดปกติ ถ้าอาการไม่ดีขึ้นควรต้องผ่าตัดแก้ไข

จากที่กล่าวมาก็เป็นการสังเกตยากว่าเท้าแบนนั้น แบบไหนที่เรียกว่า ผิดปกติ สรุป คือ หากมีอาการปวด บวม แดง ร้อน ตามแนวของเอ็นพยุงอุ้งเท้า ซึ่งเท้าอาจไม่แบนก็ได้ ก็ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อทำกายภาพบำบัดและมีการเสริมแผ่นรองเท้าเพื่อทำให้การกระจายน้ำหนักของเท้าเป็นแบบปกติ

 ที่มา นายแพทย์เมธี คงเผ่าพงษ์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ เฉพาะทางเท้าและข้อเท้า โรงพยาบาลเวชธานี

Rate this article:
No rating
Comments (0)Number of views (1784)
Print

Comments are closed.

ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

 

ข้อตกลงการใช้งานบทความ

ขอสงวนสิทธิ์ในข้อความ เนื้อหา รูปภาพ องค์ประกอบและสิ่งต่างๆที่ปรากฏใน website FriendDoctor.net ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามมิให้ทำซ้ำ คัดลอก ลอกเลียน ดัดแปลง ตีพิมพ์ เผยแพร่ส่วนหนึ่งส่วนใด หรือทั้งหมด เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของ website FriendDoctor.net ก่อน และบทความ ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ องค์ประกอบและสิ่งต่างๆที่ปรากฏใน website FriendDoctor.net เป็นเพียงความคิดเห็นของผู้เขียน ไม่สามารถนำไปเป็นหลักฐานในการฟ้องร้อง หรือใช้ทดแทนคำวินิจฉัย และ หรือ การรักษาจากแพทย์ได้