มีงานวิจัยที่บ่งชี้ว่า การใช้แสง LED สามารถลดเลือนริ้วรอยได้ - FRIEND DOCTOR บทความสุขภาพ,การทำกายภาพ,สะเก็ดเงิน,ด่างขาว
Menu

บทความ

มีงานวิจัยที่บ่งชี้ว่า การใช้แสง LED สามารถลดเลือนริ้วรอยได้

Published on 3 ตุลาคม 2558

มีงานวิจัยที่บ่งชี้ว่า การใช้แสง LED สามารถลดเลือนริ้วรอยได้

มีงานวิจัยที่บ่งชี้ว่า การใช้แสง LED สามารถลดเลือนริ้วรอยได้

               

         เมื่อ ปี วันที่ 9 กรกฎาคม ค.ศ. 2009 ดาเนียล บาโรเล็ต (Daniel Barolet)          ชาร์ล เจ โรเบิร์ก (Charles J Roberge) ฟรานซิส เอ ออเกอร์(François A Auger) แอนนี่ บุชเชอร์ (Annie Boucher)  และลูซี่ เจอร์แมน  (Lucie Germain) ได้ตีพิมพ์งานวิจัยลงในวารสาร Journal of Investigative Dermatology ได้นำเนื้อเยื่อผิวหนังในห้องปฏิบัติการวัดปริมาณคอลลาเจน และปริมาณเอนไซม์ที่ย่อยสลายคอลลาเจนที่เป็นสาเหตุของริ้วรอยของวัย โดยนำเนื้อเยื่อผิวหนังแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกให้แสง LED ที่ความยาวคลื่นแสง 660 นาโนเมตร กลุ่มที่ 2 ให้แสงขาวปกติ พบว่า เนื้อเยื่อผิวหนังในห้องทดลองมีปริมาณสารสร้างคอลลาเจนมากขึ้น 31% และเอ็นไซม์ย่อยสลายคอลลาเจนลดลง 18% หลังจากนั้นได้นำอาสาสมัครจำนวน 40 คน ที่มีอายุระหว่าง 33-62 ปี โดยแบ่งหน้าออกเป็น 2 ส่วน 

- ซีกหนึ่งได้รับแสงสีแดง ที่ความยาวคลื่น 660 นาโนเมตร 

- ส่วนอีกซีกหน้าหนึ่งให้แสงขาวปกติ 

ซึ่งบันทึกผลการทดลอง 3 ส่วน คือ
1.ผลการทดสอบด้วยการถ่ายรูปก่อนและหลังการให้แสงและตรวจวัดความเรียบเนียน
2.ความลึกของริ้วรอยแบบ 3 มิติด้วยเทคนิคพิเศษ (Microtopography Profilometry)

3.ประเมินสภาพผิวจากภาพถ่ายดิจิตอลด้วยผู้เชี่ยวชาญทางผิวหนัง (Blind test)

 


           

          จากผลการทดลอง พบว่า อาสาสมัครมากกว่า 90% ผิวเรียบเนียนขึ้นและผลจากการให้คะแนนความรุนแรงของริ้วรอยในภาพถ่ายโดยผู้เชี่ยวชาญทางผิวหนังพบว่า 87% หลังจากการรับแสงได้คะแนนความรุนแรง(ริ้วรอย)ลดลง

 

            หลังงานวิจัยนี้มีงานวิจัยอีกหลายชิ้นที่ส่งเสริมสอดคล้องกัน ชี้ให้เห็นว่าการบำบัดที่ผิวหนังด้วยแสงความเข้มต่ำจากแอลอีดี (Low Light Therapy) นั้นลดเลือนริ้วรอยได้ เนื่องจากแสงพลังงานต่ำที่ความยาวคลื่นในช่วงแสงสีแดงสามารถเพิ่มจำนวนและการทำงานของเซลล์ไฟโบรบลาสต์และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานตามกระบวนการชีวภาพซึ่งเป็นเพิ่มการสร้างคอลลาเจน สำหรับเซลล์ขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า Mast cell  เมื่อได้รับพลังงานจากแสงสีแดง จะมีผลต่อเม็ดเลือดขาว ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพในการต้านการอักเสบ ทั้งยังเร่งการรักษาแผลให้เป็นปกติได้เร็วขึ้น และพบว่าสามารถลดการทำงานของเอนไซม์ที่ย่อยสลายคอลาเจนซึ่งจะเป็นการช่วยฟื้นฟูผิวหนังที่เกิดบาดแผลให้กลับคืนสู่สภาวะปกติได้เร็วขี้น จากข้อมูลวิจัยอื่นๆเพิ่มเติม พบว่า ความยาวคลื่นแสงช่วงต่างๆ เหมาะกับความลึกชั้นผิวที่แตกต่างกันด้วย คือ


       1. ที่ความยาวคลื่นแสงช่วง 600-700 นาโนเมตร (nm) เหมาะสำหรับการใช้งานผิวส่วนนอก เรียกว่าsuperficial tissue

             2. ที่ความยาวคลื่นแสงช่วง 780 และ 950 นาโนเมตร (nm) เหมาะสำหรับการใช้งานผิวส่วนลึกลงไป เรียกว่า deeper-seated tissues เนื่องจากสามารถทะลุผ่านเนื้อเยื่อไปได้มาก

                3.ที่ความยาวคลื่น 700 และ 770 นาโนเมตร (nm)  ไม่พบการใช้งานมากนัก ทั้งนี้ ขึ้นกับความถี่ ความเข้มต่อพื้นที่ผิว เวลาในการให้แสงและอื่นๆ แสงสีต่างกันส่องลงไปในผิวได้ต่างความลึกกันจึงให้ผลได้ไม่เหมือนกัน

                 ทั้งนี้ การรักษาแผลหรือริ้วรอยโดยใช้แสง LED จึงควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อการรักษาที่ให้ผลที่ดีที่สุด


สมัครแจ้งบทความใหม่ผ่านทาาง Line 

เพิ่มเพื่อน

Rate this article:
4.0
Comments (0)Number of views (2284)
Print

Comments are closed.

ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

 

ข้อตกลงการใช้งานบทความ

ขอสงวนสิทธิ์ในข้อความ เนื้อหา รูปภาพ องค์ประกอบและสิ่งต่างๆที่ปรากฏใน website FriendDoctor.net ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามมิให้ทำซ้ำ คัดลอก ลอกเลียน ดัดแปลง ตีพิมพ์ เผยแพร่ส่วนหนึ่งส่วนใด หรือทั้งหมด เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของ website FriendDoctor.net ก่อน และบทความ ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ องค์ประกอบและสิ่งต่างๆที่ปรากฏใน website FriendDoctor.net เป็นเพียงความคิดเห็นของผู้เขียน ไม่สามารถนำไปเป็นหลักฐานในการฟ้องร้อง หรือใช้ทดแทนคำวินิจฉัย และ หรือ การรักษาจากแพทย์ได้