การวินิจฉัยโรคเป็นหวัด หรือ เป็นไซนัสอักเสบ - FRIEND DOCTOR บทความสุขภาพ,การทำกายภาพ,สะเก็ดเงิน,ด่างขาว
Menu

บทความ

การวินิจฉัยโรคเป็นหวัด หรือ เป็นไซนัสอักเสบ

Published on 16 กันยายน 2558

การวินิจฉัยโรคเป็นหวัด หรือ เป็นไซนัสอักเสบ

การวินิจฉัยโรคเป็นหวัด หรือ เป็นไซนัสอักเสบ

 

ในบางครั้งผู้ป่วยก็ไม่สามารถที่จะแยกแยะออกได้ว่า ตนเองนั้นเป็นไข้หวัด หรือว่าเป็นไซนัสอักเสบ เพราะอาการทั้งสองโรคนี้จะมีความคล้ายคลึงกันเป็นอย่างมากนั่นเอง

สำหรับการเป็นไข้หวัดธรรมดานั้น จะมีอาการเป็นไข้ รู้สึกปวดเมื่อยตามร่างกาย มีอาการเจ็บคอ โดยทั่วไปแล้วมักจะสามารถหายไปเองได้ภายใน 7 – 10 วัน โดยอาการคัดจมูกที่มีน้ำมูกไหล หรือไอ อาจเป็นต่อเนื่องไปอีกระยะเวลาหนึ่ง หรืออาจเป็นต่อเนื่องประมาณ 2-3 สัปดาห์โดยความรุนแรงจะค่อย ๆ ลดลงจนหายไปในที่สุด แต่หากเป็นไปแล้ว 10 วันอาการต่าง ๆ ของไข้หวัดยังไม่หายไป เกิดอาการไอถี่ ๆ โดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืนไม่ดีขึ้นเลย หรือดีขึ้นแล้วเล็กน้อยแต่กลับทรุดลงหนักกว่าเดิม โดยมีอาการอื่น ๆ เพิ่มเติมเช่น รู้สึกปวดบริเวณใบหน้า

อาการในลักษณะนี้อาจสามารถวินิจฉัยได้ว่าเป็นไซนัสอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย โดยผู้ป่วยมักจะมีอาการคัดจมูก มีน้ำมูกไหลลงรูจมูก หรือลงคอ และมีอาการปวดตื้อด้านข้างจมูก และใบหน้า อาการเช่นนี้แพทย์จะทำการตรวจโพรงจมูกและไซนัส ด้วยกล้องส่องตรวจพิเศษ เพื่อทำการตรวจวินิจฉัย สำหรับอาการที่แสดงจำเพาะไซนัสอักเสบนั้นคือ จะพบมูกหนองบริเวณช่องข้างของจมูกชั้นกลาง ซึ่งจะเป็นทางระบายมูกจากโพรงไซนัส เข้าไปสู่ช่องจมูก สำหรับในผู้ป่วยบางรายนั้นแพทย์อาจเก็บมูกหนองดังกล่าวเพื่อนำไปเพราะเชื้อตรวจ

นอกจากการตรวจในเบื้องต้นที่ได้กล่าวมาแล้วนั้นแพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติมทางรังสีวิทยาร่วมด้วย ด้วยการตรวจผ่านเอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) เนื่องจากสามารถบอกรายละเอียดของโรคได้มากขึ้น เพื่อดูโครงสร้างกายวิภาคของโพรงจมูก และไซนัสได้ละเอียดมากขึ้น รวมไปถึงยังสามารถแยกแยะโรคอื่น ๆ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันนี้ได้ดีขึ้นอีกด้วย


โรคที่อาจเกิดขึ้นแทรกซ้อนกับ ไซนัสอักเสบ

สำหรับการเป็นไซนัสอักเสบนั้นโดยปกติทั่วไปมักไม่อันตรายมากนัก เพียงใช้วิธีการรักษาด้วยการรับประทานยาก็สามารถหายได้ แต่โรคแทรกซ้อนที่อาจสามารถพบได้จากไซนัสอักเสบนั้นก็คือ

1.       โรคติดเชื้ออาจลุกลามไปยังกระบอกตา โรคชนิดนี้จะทำให้เนื้อเยื่อบริเวณรอบ ๆ ตาเกิดการอักเสบ และอาจเกิดเป็นฝีรอบตา (Periorbital Abcess) โดยทั่วไปแล้วมักพบในเด็ก และคนชรา มีความรุนแรงอาจถึงขั้นทำให้ตาบอดได้ โดยอาการเบื้องต้นนั้นจะมีอาการตาบวมข้างเดียว แดงบริเวณรอบ ๆ และในลูกตา บริเวณหนังตาจะบวมเมื่อกดจะรู้สึกเจ็บเป็นอย่างมาก ลูกตาโปน โรคนี้สามารถรักษาได้ด้วยการฉีดวัคซีนปฏิชีวนะที่เหมาะสม หรือการผ่าตัด

2.       เกิดโรคแทรกซ้อนขึ้นสมอง อาทิเช่น เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือเกิดฝีใต้เยื่อหุ้มสมอง ซึ่งอาการเหล่านี้มักพบในเด็ก และคนชรา ที่มักไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี จึงส่งผลให้เกิดการติดเชื้อที่รุนแรงอาจส่งผลให้เสียชีวิตได้

3.       เกิดเป็นโรคริดสีดวงจมูก ที่เกิดจากก้อนในจมูกที่เกิดจากภาวะไซนัสอักเสบเรื้อรัง หรืออาจเกิดจากโรคภูมิแพ้ ไม่มีการลุกลามไปยังที่อื่น ๆ แต่เบียดกระดูก โรคนี้หากทานยาแก้แพ้จะทำให้ยุบตัวลงได้บ้าง สำหรับการรักษานั้นทำได้ด้วยการผ่าตัด

อาการแทรกซ้อนต่าง ๆ เหล่านี้พบได้ไม่บ่อยนัก สำหรับในรายที่มีอาการเรื้อรังมาก ๆ อากจมีความสัมพันธ์กับกับโรคทางปอด โรคหลอดลมอักเสบ โรคไอเรื้อรัง หอบ-หืด หรืออาจเป็นหูชั้นกลางอักเสบได้

 

อ้างอิงจาก: นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 297 เดือนมกราคม 2547 งานเขียนของ นพ. ประพจน์ คล่องสู้ศึก


สมัครแจ้งบทความใหม่ผ่านทาาง Line 

เพิ่มเพื่อน

Rate this article:
2.9
Comments (0)Number of views (3111)
Print

Comments are closed.

ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

 

ข้อตกลงการใช้งานบทความ

ขอสงวนสิทธิ์ในข้อความ เนื้อหา รูปภาพ องค์ประกอบและสิ่งต่างๆที่ปรากฏใน website FriendDoctor.net ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามมิให้ทำซ้ำ คัดลอก ลอกเลียน ดัดแปลง ตีพิมพ์ เผยแพร่ส่วนหนึ่งส่วนใด หรือทั้งหมด เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของ website FriendDoctor.net ก่อน และบทความ ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ องค์ประกอบและสิ่งต่างๆที่ปรากฏใน website FriendDoctor.net เป็นเพียงความคิดเห็นของผู้เขียน ไม่สามารถนำไปเป็นหลักฐานในการฟ้องร้อง หรือใช้ทดแทนคำวินิจฉัย และ หรือ การรักษาจากแพทย์ได้